ห้ามพลาด! 5 บิ๊กแมตช์
รอบแบ่งกลุ่มบอลโลก 2018
          เหลือเวลาอีกแค่วันเดียวเพียงแค่นั้นทัวนาเมนต์ฟาดแข้งที่แฟนบอลรอคอยก็จะเปิดฉากขึ้น ศึกบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายที่รัสเซีย 32 ชาติจะทำการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งแบ่งเป็น 8 กลุ่ม ( A – H ) เพื่อให้เป็นการโหมโรงเพิ่มอรรถรสในการรับชม วันนี้เรามีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ 5 เกมบิ๊กแมตช์ในรอบแบ่งกลุ่มมาฝากกัน จะมีคู่ไหนบ้างนั้น ไปหาคำตอบกันเลย ดูบอลออนไลน์ 
5. เยอรมัน ปะทะ เม็กซิโก (กลุ่ม F)
บิ๊กแมตช์กลุ่ม F
บิ๊กแมตช์กลุ่ม F
         คู่บิ๊กแมตช์ในกลุ่ม G แข่งขันกันในวันที่ 17 มิถุนายน เวลา 22.00 น. เป็นการพบกันของแชมป์เก่า “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน ทีมเบอร์หนึ่งของโลก พบกับ “จังโก้” เม็กซิโก ทีมชั้น 14 ของโลก ทั้งสองทีมอยู่ร่วมกลุ่มอีก 2 ชาติคือ สวีเดน และ เกาหลีใต้ โดยทั้ง เยอรมัน และ เม็กซิโก ถูกคาดหมายว่าจะเป็นแชมป์ และรองแชมป์กลุ่ม ผ่านไปสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ดังนั้นจึงถูกยกให้เป็นนัดสำคัญ ที่อาจตัดสินแชมป์ของกลุ่มนี้ได้เลยทีเดียว เยอรมันอุดมไปด้วยแข้งดับแทบจะทั้งทีม ส่วนเม็กซิโกมีดาวเด่นคือ ฮาเวียร์ ชิชาริโต้ เฮอร์นันเดซ ดาวยิงจาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เป็นความหวังในการทำประตู      
4. อียิปต์ ปะทะ อุรุกวัย (กลุ่ม A)
บิ๊กแมตช์กลุ่ม A
บิ๊กแมตช์กลุ่ม A
           เกมบิ๊กแมตช์ในกลุ่ม A เตะกันในวันที่ 15 มิถุนายน เวลา 19.00 น. เป็นการพบกันของ “มัมมี่” อียิปต์ ทีมชั้น 45 ของโลก ตัวแทนจากแอฟริกา ปะทะ “จอมโหด” อุรุกวัย ทีมชั้น 14 ของโลก ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาใต้ ทั้งคู่อยู่ร่วมสายเดียวกับเจ้าภาพ รัสเซีย และ ซาอุดิอาระเบีย ที่ยกให้คู่นี้สำคัญสุดในกลุ่ม A เพราะทั้งสองทีมมีโอกาสกอดคอกันผ่านไปสู่รอบน็อกเอาท์มากที่สุด ผู้ชนะในนัดนี้ น่าจะเข้าป้ายคว้าแชมป์กลุ่ม โดยสตาร์ดังของ อียิปต์ คือ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ดาวยิงฟอร์มฮอตของ “หงส์แดง” หงส์แดง ส่วนตัวความของ อุรุกวัย ได้แก่ หลุยส์ ซัวเรซ ดาวยิงตัวเก่งจาก บาร์เซโลน่า และ เอดิสัน คาวานี่ หัวหอกจอมทะลวงตาข่ายของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง  
3. อาร์เจนติน่า ปะทะ โครเอเชีย (กลุ่ม D)
บิ๊กแมตช์กลุ่ม D
บิ๊กแมตช์กลุ่ม D
        ต่อกันด้วยบิ๊กแมตช์ดีกรีความน่ารับชมลำดับที่ 3 เป็นเกมในกลุ่ม D ระหว่าง “ฟ้าขาว” อาร์เจนติน่า ทีมชั้น 5 ของโลก พบกับทีม “ตราหมากรุก” โครเอเชีย รั้งชั้น 20 ของโลก โดยมีอีก 2 เพื่อให้ร่วมกลุ่มคือ ไอซ์แลนด์ และ ไนจีเรีย ในกลุ่มนี้ อาร์เจนติน่า และ โครเอเชีย ถูกคาดหมายว่าจะตบเท้าไปสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ดังนั้นการดวลกันคือการเกมตัดสินแชมป์กลุ่มอย่างแท้จริง ฟาดแข้งกันวันที่ 22 มิถุนายน เวลา 01.00 น. ทั้งสองทีมคับคั่งไปด้วยแข้งดัง อาร์เจนติน่า ได้แก่ ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า) อังเคล ดิมาเรีย (เปแอสเช) กอนซาโล่ อิกวาอิน (ยูเวนตุส) เป็นต้น ส่วนโครเอเชียได้แก่ ลูก้า โมดริช (เรอัล มาดริด), อีวาน ราคิติช (บาร์เซโลน่า) มาริโอ มานด์ซูคิช (ยูเวนตุส) เป็นต้น
2. อังกฤษ ปะทะ เบลเยี่ยม (กลุ่ม G)
บิ๊กแมตช์กลุ่ม G
บิ๊กแมตช์กลุ่ม G
       บิ๊กแมตช์ที่ห้ามพลาดลำดับที่ 2 คือเกมในกลุ่ม G ระหว่าง “สิงโตคำราม” อังกฤษ (ชั้น 12 ของโลก) ทีมขวัญใจมหาชน พบกับ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” เบลเยี่ยม ทีมชั้น 3 ของโลก ทั้งคู่มีเพื่อให้นร่วมกลุ่มอีก 2 ชาติคือ ปานามา และ ตูนิเซีย กลุ่มนี้เกรดบอลชัดเจนแบ่งไว้แล้วตั้งแต่จับฉลาก สำหรับสองทีมเข้ารอบน็อกเอาท์ และสองทีมตกรอบแรก หากไม่มีอะไรเซอร์ไพร์ส อังกฤษ และ เบลเยี่ยม คือเต็งจ๋าสำหรับที่นั่งในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เหลือแค่มาวัดกันเองเพื่อให้แย่งตำแหน่งแชมป์กลุ่ม นัดนี้กำหนดพบกันวันที่ 29 มิถนายน เวลา 01.00 น. ตัวยกโรงที่เป็นความหวังของแข้งเมืองผู้ดีคือ แฮร์รี่ เคน ดาวยิงเบอร์หนึ่งของทีม “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ส่วนเบลเยี่ยม มี 4 ดาวเด่นจากพรีเมียร์ลีกได้แก่ ธิโบว์ กูตัวส์ (เชลซี), เควิน เดอบรอยน์ (แมนฯ ซิตี้), เอแด็น อาซาร์ (เชลซี) และ โรเมลู ลูกากู จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูบอลออนไลน์
1. โปรตุเกส ปะทะ สเปน (กลุ่ม B)
บิ๊กแมตช์กลุ่ม B
บิ๊กแมตช์กลุ่ม B
          ปิดท้ายด้วยบิ๊กแมตช์น่าดูที่สุดของรอบแบ่งกลุ่มบอลโลกคราวนี้ เป็นเกมในกลุ่ม B ระหว่าง “ฝอยทอง” โปรตุเกส ทีมชั้น 4 ของโลก ดีกรีแชมป์ยูโร 2016 พบกับ “กระทิงดุ” สเปน ทีมชั้น 10 ของโลก อดีตแชมป์โลก 1 สมัย (2010) ในกลุ่มนี้ยังมีอีก 2 ชาติคือ โมร็อกโก และ อิหร่าน จากการคาดหมายของสื่อ และแฟนบอล ต่างมองว่า สเปน และ โปรตุเกส น่าจะจูงมือกันเข้ารอบน็อกเอาท์ โดยไฮไลท์สำคัญคือการแย่งแชมป์กลุ่มกันเอง โดยจะแข่งขันกันคือวันที่ 16 มิถุนายน เวลา 01.00 น. สำหรับผู้เล่นตัวความหวังของทั้งสองทีม โปรตุเกสมี “เดอะแบก” ที่ชื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงตัวเก่งจาก เรอัล มาดริด ส่วนสเปนไม่มีเดอะแบก แต่อุดมไปด้วยผู้เล่นคุณภาพสูงมาก อย่างเช่น ดาบิด เด เกอา (แมนฯ ยูไนเต็ด) ดาบิด ซิลบา (แมนฯ ซิตี้) เซร์คิโอ รามอส (เรอัล มาดริด) อันเดรส อิเนียสต้า (วิตเซล โกเบ) เคราร์ด ปีเก้ (บาร์เซโลน่า) เป็นต้น
      นัมเบอร์วันของกุนซือค่าจ้างแพงสุดในโลก เป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฮดโค้ชชาวคาตาลัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในชีวิตกุนซือที่เริ่มในปี 2008 กับการคุมชุดใหญ่ของบาร์เซโลน่า เป็นแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย และไม่เคยมีฤดูไหนที่ทำทีมไปไม่ถึงรอบรองชนะเลิศของรายการนี้ นั่นทำให้เขาเป็นกุนซือที่ค่าจ้างแพงที่สุดในโลก ตั้งแต่ย้ายมาคุมทีมเสือใต้เมื่อปี 2013 ก่อนที่สัญญาจะเพิ่งจะหมดลงหลังจบฤดูปัจจุบัน ที่ได้ค่าจ้าง 14 ล้านปอนด์ต่อปี ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมารับงานในอังกฤษคุมทีมเรือใบสีฟ้า ตัวเลขค่าจ้างเพิ่มเป็น 15 ล้านปอนด์ต่อปี เซ็นสัญญา 3 ปี เขาจะได้พิสูจน์ตัวเองว่าเก่งขนาดไหน ด้วยการคุมทีมในลีกสุดโหด ซึ่งมีการแข่งขันสูงที่สุดในโลกอย่างพรีเมียร์ลีก ผลงานจะออกมายอดเยี่ยมเหมือนตอนอยู่ในสเปนและเยอรมันหรือเปล่า ต้องคอยติดตามกันครับ ดูบอลออนไลน์

manager Part 1

Date: 2016-07-30
Author: reachliveball
0 ความเห็น
10 เทรนเนอร์ค่าจ้างแพงสุดในโลก (ตอน1) โดยดูบอลออนไลน์
        อาชีพในแวดวงลูกหนังที่ทำรายได้มหาศาลหากไม่นับอาชีพนักเตะ คืออาชีพกุนซือที่ได้ผลทดแทนอย่างงาม โดยเฉพาะกุนซือระดับโลก แต่ก็มีความเสี่ยงตกงานสูงหากทีมฟอร์มย่ำแย่ วันนี้เว็บดูบอลออนไลน์จะพาไปรู้จักกุนซือค่าจ้างแพงที่สุดในโลกกันครับ 
 
10. เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ (ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์)
ค่าจ้าง : 5.5 ล้านปอนด์/ปี
โปเช็ตติโน่ พาไก่เดือยทองไปลุยแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ
โปเช็ตติโน่ พาไก่เดือยทองไปลุยแชมเปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ
        การเข้ารับงานคุมทีมไก่เดือยทองในตอนแรก เขาเซ็นสัญญา 5 ปี รับค่าจ้าง 2 ล้านปอนด์ต่อปี แต่หลังจากพาทีมทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ปั้นนักเตะดาวรุ่งชาวอังกฤษให้แจ้งเกิดได้ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อย จนทีมมีลุ้นแชมป์ในซีซั่นก่อน สโมสรจึงไว้ใจมอบสัญญาฉบับใหม่ให้อยู่ทำทีมยาวจนถึงปี 2021 พร้อมรับค่าจ้างเพิ่มเป็น 5.5 ล้านปอนด์ต่อปีเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีอีก 2 ปัจจัยที่ทำให้เทรนเนอร์รายนี้หลุดเข้าติดโผท๊อปเทน เพราะอันเดร วิลลาช โบอาส กุนซือชาวโปรตุกีส ที่เคยได้ค่าจ้างจากเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ปีละ 6.25 ล้านปอนด์ เปลี่ยนเป็นคนว่างงานในตอนนี้ หลังปฎิเสธต่อสัญญาคุมทีมต่อ อีกหนึ่งเหตุผลคือ ดิเอโด้ ซิเมโอเน่ ยังไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมตราหมี ซึ่งปัจจุบันรับค่าจ้างอยู่ที่ 4.4 ล้านปอนด์ต่อปีเท่านั้น
9. โรนัลด์ คูมัน (เอฟเวอร์ตัน)
ค่าจ้าง : 6 ล้านปอนด์/ปี
คูมัน ย้ายมารับค่าจ้างก้อนโตที่เอฟเวอร์ตัน
คูมัน ย้ายมารับค่าจ้างก้อนโตที่เอฟเวอร์ตัน
      เอฟเวอร์ตันขึ้นอัพค่าจ้างให้โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ด้วยจำนวน 3 ล้านปอนด์ต่อปี หลังทำผลงานเข้าตาเกือบพาทีมไปเล่นถ้วยบิ๊กเอียร์ในฤดู 2013-14 แต่หลังจากนั้น ผลงานของทีมก็ดิ่งเหว จากที่เคยเป็นต้นตาราง เปลี่ยนเป็นทีมกลางตาราง ที่ไม่ได้ลุ้นอะไรเลย จนในที่สุดก็ถูกให้ออกจากตำแหน่งไป โดยบอร์ดบริหารของท๊อฟฟี่สีนำเงินได้ดึง โรนัลด์ คูมัน ที่ผลงานเยี่ยมพาทีมนักบุญจบซีซั่นด้วยชั้น 6 เผ่านารับงานแทน ค่าจ้างของกุนซือชาวดัตช์รายนี้มากกว่าที่เคยได้กับเซาธ์แธมป์ตันประมาณเกือบ 3 เท่า (ของเดิม 2.3 ล้านปอนด์ต่อปี) และนั่นคือคำตอบว่าเหตุใดเขาจึงยอมลาทีมที่ได้ไปเล่นบอลยูโรป้าลีก มาคุมทีมที่มีผลงานแค่กลางตารางเมื่อฤดูที่แล้ว ดูบอลออนไลน์
8. อันโตนิโอ คอนเต้
ค่าจ้าง : 6.5 ล้านปอนด์/ปี
conte2
คอนเต้อาสาพาสิงห์บลูกลับมายิ่งใหญ่อีกที
     คอนเต้ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับทีมชาติอิตาลีหลังจบยูโร 2016 เพื่อให้มารับงานคุมเชลซี ถือว่าทีมสิงโตน้ำเงินครามจ่ายจ่าจ้างถูกลงกว่าตอนที่จ้างโชเซ่ มูริณโญ่ เพราะ “เดอะ สเปเชี่ยล วัน” ได้ค่าจ้างสูงถึง 8.5 ล้านปอนด์ต่อปี ก่อนจะโดนไล่ออกจากตำแหน่ง สังเวยผลงานอันตกต่ำสุดๆของทีม ที่ตกลงไปอยู่ในโซนตกชั้นในเวลานั้นเลยทีเดียว 
7. หลุยส์ เอ็นริเก้ (บาร์เซโลน่า)
ค่าจ้าง : 7 ล้านปอนด์/ปี
เอ็นริเก้ผลงานสุดยอดเหลือเกินกับบาร์เซโลน่า
เอ็นริเก้ผลงานสุดยอดเหลือเกินกับบาร์เซโลน่า
        เผ่านารับตำแหน่งกุนซือต่อจาก เคราร์โด้ มาร์ติโน่ โดยเซ็นสัญญา 2 ปีเมื่อซัมเมอร์ปี 2014 และรับค่าจ้าง 5 ล้านปอนด์ต่อปี แต่หลังจากทำผลงานสุดยอดพาต้นสังกัดคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้ตั้งแต่ปีแรกที่คุมทีม เขาก็ได้รับสัญญาฉบับใหม่ทันที ได้ค่าจ้างเพิ่มเป็น 7 ล้านปอนด์ต่อปี อย่างไรก็ตามสัญญาฉบับปัจจุบันของเอ็นริเก้จะหมดลงในเดือนมิถุนายน 2017 ซึ่งในตอนนี้ เจ้าตัวกำลังพูดจาเพื่อให้ขยายสัญญาคุมบาร์เซโลน่าต่อไปอีก คาดว่าหากดีลเรียบร้อย เขาจะได้ค่าจ้างสูงขึ้นอย่างแน่ๆ ดูบอลออนไลน์ 
6. เจอร์เก้น คล็อปป์ (หงส์แดง)
ค่าจ้าง : 7.5 ล้านปอนด์/ปี
คล็อปป์คือความหวังสู่ความสำเร็จของหงส์แดง
คล็อปป์คือความหวังสู่ความสำเร็จของหงส์แดง
        JK เผ่านาคุมทีมต่อจาก แบรนเดอร์ ร็อดเจอร์ เมื่อตุลาคมที่แล้ว โดยเซ็นสัญญาทำทีมถึงซัมเมอร์ปี 2018 และรับค่าจ้าง 5 ล้านปอนด์ต่อปี แต่ปัจจุบันเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา อดีตนายใหญ่ของทีมเสือเหลือง เพิ่งจะสร้างรอยยิ้มแห่งความสบายใจให้สาวกเดอะค๊อป ด้วยการต่อสัญญาคุมทีมออกไปจนถึงปี 2022 ได้ค่าจ้างเพิ่มเป็น 7.5 ล้านปอนด์ต่อปี และเปลี่ยนเป็นเทรนเนอร์ที่ได้ค่าจ้างแพงที่สุดชั้น 4 ของพรีเมียร์ลีกอีกด้วย

ufa1688

Tags: , , , , , , , , ,

Leave a Reply